บริษัทฯ มุ่งมั่นยกระดับการบริหารความเสี่ยงให้มีความพร้อมเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ผ่านกรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติด้าน ESG เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม มีการบูรณาการแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากล พร้อมปลูกฝังการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งมอบความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และมุ่งสร้างการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผู้มีส่วนได้เสียหลักที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบต่อธุรกิจ
แนวทางการบริหารจัดการ
โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ มีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ มีการแต่งตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงเป็นคณะทำงานฯ และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยกรรมการบริษัทฯ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กรอบการบริหารความเสี่ยง กำกับดูแลและสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร ผลักดันการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรในทุกระดับ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยที่ประกอบด้วยตัวแทน Risk Coordinator จากแต่ละหน่วยงาน ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ ประเมิน บริหารจัดการความเสี่ยง และรายงานผลการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานและความเสี่ยงองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ โดยมีส่วนบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร และคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง รวมทั้งสนับสนุนงานด้านการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีการรายงานสถานะความเสี่ยง การวิเคราะห์ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงเกิดผลสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน
1. กระบวนการบริหารความเสี่ยงของพีทีจี
หลักการหรือแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง
มาตรการที่ช่วยให้สามารถปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง
มาตรการบริหารความเสี่ยงส่วนใหญ่ใน PTG ครอบคลุมกระบวนการตอบรับที่มีโครงสร้าง เช่น ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นจากคณะกรรมการหรือผู้บริหารเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระหว่างการรายงานการบริหารความเสี่ยงจะถูกสื่อสารไปยังผู้จัดการความเสี่ยง/เจ้าของความเสี่ยง และผู้ที่เกี่ยวข้อง พีทีจีดำเนิน “กระบวนการทบทวนเกณฑ์ความเสี่ยงตามหน้าที่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เบี่ยงเบนได้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการปรับปรุงแนวทางการบริหารความเสี่ยง
กลไกการควบคุมภายในและตรวจติดตามความเสี่ยง
บริษัทฯ มีการทบทวนและประเมินความเสี่ยงขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ โดยดำเนินการอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง และมีการทบทวนเพิ่มเติมเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ (Material Events) ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน กฎหมาย และความเสี่ยงด้าน ESG เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการและตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
บริษัทฯ ได้จัดให้มีระบบควบคุมภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนในองค์กรถือปฏิบัติและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในการปฏิบัติงาน และมีหน้าที่ในการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามรายงานการบริหารความเสี่ยงในกระบวนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีการติดตามการบริหารความเสี่ยงทั้งระดับองค์กรและระดับหน่วยงาน รายงานต่อคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อกำกับดูแลและสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและเกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายขององค์กร รวมถึงมีการรายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส ทั้งนี้บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทฯ ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอกปีละหนึ่งครั้ง เพื่อยืนยันถึงความเหมาะสมของการควบคุมภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงว่ามีความครอบคลุมและสามารถสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่
บริษัทฯ บูรณาการการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนและพิจารณาการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของบริษัทฯ โดยกำหนดให้มีการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของโครงการ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงของโครงการ ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลการประเมินความเสี่ยงโครงการลงทุนใหม่แก่คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) ระดับบริษัท และคณะกรรมการบริษัท เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจในโครงการลงทุนใหม่ของบริษัทฯ นอกจากนี้ ในการพัฒนากระบวนทำงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้บริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะมีการประเมินความเสี่ยงประกอบการพิจารณาด้วย
สำหรับการขยายสาขาและการพัฒนาบริการใหม่ บริษัทฯ มีกลไกการกำกับดูแลผ่านคณะกรรมการและคณะทำงานเฉพาะเรื่อง อาทิ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดสถานีบริการใหม่ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมด้านการลงทุน ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดหาสถานีบริการใหม่ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ รวมถึงพิจารณาประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขยายสาขาและการพัฒนาบริการใหม่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำผลการประเมินมาใช้ทบทวนและปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG risk)
พีทีจี ให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) เป็นอย่างมาก) คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รับผิดชอบกำกับดูแลความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG) โดยบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ซึ่งบริษัทฯ ได้วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการจัดการ แผนรองรับ หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้
บริษัทฯ ให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รับผิดชอบกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk) โดยบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) อย่างเป็นระบบ ซึ่งบริษัทฯ ได้วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการจัดการ แผนรองรับ หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ดังนี้
1. ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
| ประเภทความเสี่ยง | ผลกระทบ | มาตรการจัดการ |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย |
การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาจมีบางกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงาน อาทิ การดำเนินงานของคลังน้ำมันและการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน หากบริษัทฯ ไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือขององค์กร รวมถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่เกินกว่ากรอบหรือข้อกำหนดของภาครัฐ อาจก่อให้เกิดภาระต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและฐานะทางการเงินของบริษัทฯ |
|
| ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) : ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ขององค์กร |
||
2. ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม
| ประเภทความเสี่ยง | ผลกระทบ | มาตรการจัดการ |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน |
บริษัทฯ ประกอบกิจการในธุรกิจพลังงานประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ LPG โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยได้ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและจัดทำแผนรองรับเพิ่มเติม อีกทั้งได้พัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แต่หากพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น การรั่วไหล การระเบิด และไฟไหม้ เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ของชุมชนใกล้สถานที่ปฏิบัติงาน และอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ |
|
| ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) : ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม |
||
3. ความเสี่ยงจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
| ประเภทความเสี่ยง | ผลกระทบ | มาตรการจัดการ |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย |
การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาจเผชิญความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องได้อย่างไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากความซับซ้อนของบทบัญญัติทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความคลาดเคลื่อนในการตีความ หรือการบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดใหม่ ๆ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) รวมถึงมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (COP26–27) ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด และส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ ทั้งในด้านการเงิน การดำเนินงาน ตลอดจนความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทฯ ถูกลงโทษทางกฎหมาย เช่น การปรับ การพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ หากไม่มีการบริหารจัดการและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม |
|
| ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) : ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ |
||
ความเสี่ยงด้านการทุจริต (CAC)
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ จึงดำเนินการประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน รวมถึงการติดตามและทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตทั้งห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ครอบคลุมหน่วยงานที่มีภารกิจหรือกิจกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ โดยพิจารณาจากกิจกรรมการดำเนินงานที่อาจมีความเสี่ยงในการให้หรือรับผลประโยชน์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการทุจริต มาระบุเป็นความเสี่ยง และมีการประเมินระดับโอกาสเกิด (Likelihood) ระดับผลกระทบ (Impact) และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง พร้อมทั้งมีการทบทวนความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างสม่ำเสมอ
ในปี 2568 บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตตามกระบวนการดังกล่าวของหน่วยงานภายในบริษัทฯ คิดเป็น 100% ของหน่วยงานที่ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต และประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตของบริษัทในเครือคิดเป็น 93% ของบริษัทในเครือที่ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต โดยจากผลการประเมิน ไม่พบประเด็นความเสี่ยงที่เป็นสาระสำคัญด้านการทุจริตแต่อย่างใด ซึ่งบริษัทฯ มีการปฏิบัติตามมาตรการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่นตามที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรองในโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Collective Action Coalition: CAC) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทฯไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging risk)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาประเด็นความเสี่ยงที่เกิดใหม่ (Emerging Risk) เพื่อให้ทันต่อความท้าทายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียในอนาคตของบริษัทฯ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจยังไม่เคยเกิดขึ้นหรือยังมีข้อมูลจำกัด บริษัทจึงดำเนินการติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย เทคโนโลยี และแนวโน้มระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ระบุ และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้สามารถวางมาตรการรองรับได้ทันท่วงที ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแสวงหาโอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
1. ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Global Geopolitical Uncertainty)
| ประเภท: |
|
| ระยะเวลา: | ความเสี่ยงระยะปานกลาง |
| รายละเอียด : |
ความตึงเครียดและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงมากขึ้น อาทิ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงความตึงเครียดอีกด้านหนึ่งที่เกิดจากการแบ่งขั้วอำนาจกันมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจ (สหรัฐฯ-จีน) นำไปสู่การจัดกลุ่มทางการค้าและการกำหนดนโยบายการค้าที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากระแสโลกาภิวัตน์มีบทบาททำให้ความเสี่ยงเหล่านี้เข้มข้นขึ้น จากการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจและสังคมของโลก ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพด้านพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความเสี่ยงนี้แตกต่างจากความผันผวนของราคาน้ำมันตามกลไกตลาดปกติ เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่มีความรุนแรง คาดการณ์ได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงานโลกได้ ซึ่งหากความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งมีการโจมตีหรือการคว่ำบาตรที่พุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาคผลิตน้ำมันหลัก อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันอย่างฉับพลัน หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruptions) ได้ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันขึ้น และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานโลกได้ จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบด้าน รวมถึงต้องเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว |
| ผลกระทบ: |
หากบริษัทต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งด้านต้นทุน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่
|
| มาตรการในการจัดการ: |
บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึง และมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือและรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยบริษัทฯ โดยมีแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ดังนี้
|
2. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและนโยบายภาครัฐต่อความยั่งยืนธุรกิจจากแรงกดดันการลดคาร์บอน (Legal and Carbon Reduction Pressure)
| ประเภท: |
|
| ระยะเวลา: | ความเสี่ยงระยะปานกลาง |
| รายละเอียด : |
จากการที่หน่วยงานภาครัฐได้มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ โดยได้กำหนดเป้าหมายตาม แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan: NEP) และ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP 2024–2037) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว ภาครัฐได้ผลักดันร่าง พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ของไทย หรือกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจระบุถึง กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) สำหรับภาคธุรกิจพลังงาน หรือมีแนวโน้มจะกำหนดให้ผู้ประกอบการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดทำแผนลดการปล่อยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะออกนโยบายใหม่ ๆ หรือกฎหมายที่เข้มงวดกว่าที่คาดการณ์ไว้จะถูกบังคับใช้ (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล) อาทิ การจำกัดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางพื้นที่หรือบางประเภทของยานพาหนะ การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ ตลอดจนการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาด อาทิ Energy Storage System (ESS), Hydrogen, EVs เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังส่งเสริมกลไก ตลาดคาร์บอนในประเทศ เช่น T-VER แม้เป็นภาคสมัครใจ แต่สะท้อนทิศทางสู่กลไกภาคบังคับในอนาคต ทั้งนี้ แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ยังคงได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งจากพันธกรณีระหว่างประเทศ ความคาดหวังของนักลงทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและแนวโน้มด้าน ESG แม้บริษัทไทยจะไม่ได้ส่งออกโดยตรง แต่มาตรการระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของ EU หรือ Green Finance Taxonomy ของญี่ปุ่นหรือจีน อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานมาตรฐานที่ไทยต้องนำมาปรับใช้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว และสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการพลังงานในการปรับตัวเพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศและความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสังคม |
| ผลกระทบ : |
หากบริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง โดยไม่มีมาตรการควบคุมหรือการจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทในด้านต่าง ๆ ได้แก่
|
| มาตรการในการจัดการ: |
บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ในการร่วมลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายตามแผนพลังงานชาติ ซึ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065-2070 โดยบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายในการที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ขององค์กรให้ได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการรองรับ ดังนี้
|
การสร้างวัฒนธรรมและการตระหนักรู้ด้านความเสี่ยง
กลยุทธ์ที่ใช้เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
บริษัทฯ มุ่งมั่น สนับสนุน และส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยได้ให้ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการและแนวทางการบริหารความเสี่ยงแก่กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เผยแพร่ให้พนักงานทุกระดับได้เรียนรู้ มีการจัดทำข่าวสารส่งให้ผู้บริหารได้รับทราบสถานการณ์ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังมีการบรรจุหัวข้อการบริหารความเสี่ยงในหลักสูตรปฐมนิเทศพนักงานใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่พนักงานตั้งแต่เข้ามาเริ่มทำงานในองค์กร
ในส่วนของคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยงที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จะทำหน้าที่ในการประสานงานกับส่วนบริหารความเสี่ยง ในการนำนโยบายและกระบวนการบริหารความเสี่ยงเผยแพร่ในหน่วยงานเพื่อไปสู่การปฏิบัติในระดับกระบวนการของหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กร และติดตามให้หน่วยงานดำเนินการตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงโดยมีการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และจัดการความเสี่ยง รวมถึงติดตามรายงานผลการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำวัน เพื่อเป็นการปลูกฝังให้บุคลากรทุกระดับได้ตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินการด้านบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย
โดยในปี 2568 ได้มีการจัดอบรมด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความเข้าใจในการปรับใช้แนวทางการบริหารความเสี่ยงกับการดำเนินงานขององค์กร ให้แก่คณะกรรมการบริษัทฯ (รวมกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร) และผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ส่วนบริหารความเสี่ยงได้มีการจัดอบรมประจำปีให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงแก่คณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง และพนักงานของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร

ตัวชี้วัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหาร
ในการบริหารความเสี่ยงองค์กร พีทีจี มีการกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator : KRI) เพื่อใช้ในการติดตามและวัดผลการบริหารความเสี่ยงของความเสี่ยงระดับองค์กร โดยดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) จะมีทั้งดัชนีชี้วัดด้านการเงิน และด้านที่ไม่ใช่การเงิน ซึ่งในส่วนของดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) ด้านการเงิน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับตัวชี้วัดในการประเมินผลการดำเนินงานขององค์กร โดยจะมีการถ่ายทอดมายังผู้บริหารในแต่ระดับด้วย ดังนั้น ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงด้านการเงินจึงสอดคล้องกับแรงจูงใจทางการเงิน (Financial incentive) ที่จะช่วยผลักดันให้ทุกคนในองค์กรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สำหรับการจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร จะมีการกำหนดเป้าหมายในการลดระดับความเสี่ยงตามระดับของ Metrics ที่ใช้ในการประเมินระดับความเสี่ยง โดยจะมีการติดตามผลของมาตรการจัดการความเสี่ยงที่ใช้เป็นรายไตรมาสหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรทั้งด้านการเงินและด้านที่ไม่ใช่การเงิน ด้านที่ไม่ใช่การเงิน
การวัดประสิทธิผลของวัฒนธรรมความเสี่ยง
บริษัทฯ มีการติดตามและประเมินประสิทธิผลของการสร้างวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม การมีส่วนร่วมของคณะทำงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และการติดตามผลการบริหารความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินระดับความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Awareness) ของบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานในกระบวนการบริหารความเสี่ยง โดยผลการประเมินอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และบริษัทฯ ได้นำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนารูปแบบการสื่อสาร การอบรม และกิจกรรมด้านการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีการประเมินความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk awareness) โดยมีผลการประเมินอยู่ที่ 90.09%
