icon sdgs 16
บริษัทฯ มุ่งมั่นยกระดับการบริหารความเสี่ยงให้มีความพร้อมเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ผ่านกรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติด้าน ESG เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม มีการบูรณาการแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากล พร้อมปลูกฝังการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ส่งมอบความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และมุ่งสร้างการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้มีส่วนได้เสียหลักที่ได้รับผลกระทบ

ลูกค้า
พนักงาน
คู่ค้า
ผู้ถือหุ้น / นักลงทุนสถาบัน
เจ้าหนี้ (สถาบันการเงิน)
หน่วยงานราชการ
ชุมชน / สังคม

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง โดยคำนึงถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม ซึ่งนำมาใช้ในการระบุและประเมินความเสี่ยง เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น การจัดการความเสี่ยงที่ดีช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าในด้านความต่อเนื่องของการให้บริการ สนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงาน เพิ่มขวัญกำลังใจ และความมั่นคงในงานให้พนักงาน ส่งเสริมความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อผลประกอบการและมูลค่าการลงทุนของผู้ถือหุ้นและนักลงทุน พร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ รวมถึงลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างความไว้วางใจให้กับสถานบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งนี้ การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ผลกระทบต่อธุรกิจ

การบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความไม่แน่นอนของผลการดำเนินงาน และช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิผล ส่งผลให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงที่ดีช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

แนวทางการบริหารจัดการ
โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ มีโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ มีการแต่งตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงเป็นคณะทำงานฯ และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยกรรมการบริษัทฯ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กรอบการบริหารความเสี่ยง กำกับดูแลและสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร ผลักดันการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรในทุกระดับ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นคณะทำงานย่อยที่ประกอบด้วยตัวแทน Risk Coordinator จากแต่ละหน่วยงาน ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ ประเมิน บริหารจัดการความเสี่ยง และรายงานผลการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานและความเสี่ยงองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ โดยมีส่วนบริหารความเสี่ยงทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กร และคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง รวมทั้งสนับสนุนงานด้านการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีการรายงานสถานะความเสี่ยง การวิเคราะห์ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงเกิดผลสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน

1. กระบวนการบริหารความเสี่ยงของพีทีจี

หลักการหรือแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Prevention) โดยบูรณาการการพิจารณาความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ การวางแผน และการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน ทั้งในธุรกิจ Oil และ Non-Oil โดยยึดกรอบการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยบริษัทฯ ระบุและประเมินปัจจัยเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน รวมถึงประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน (Materiality) เพื่อระบุความเสี่ยง และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง นอกจากนี้มีการสร้างความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Awareness) ให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ มุ่งเน้นและผสานการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำวัน พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมภายในที่โปร่งใสและรัดกุม เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ลดโอกาสเกิดและผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

มาตรการที่ช่วยให้สามารถปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง

มาตรการบริหารความเสี่ยงส่วนใหญ่ใน PTG ครอบคลุมกระบวนการตอบรับที่มีโครงสร้าง เช่น ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นจากคณะกรรมการหรือผู้บริหารเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในระหว่างการรายงานการบริหารความเสี่ยงจะถูกสื่อสารไปยังผู้จัดการความเสี่ยง/เจ้าของความเสี่ยง และผู้ที่เกี่ยวข้อง พีทีจีดำเนิน “กระบวนการทบทวนเกณฑ์ความเสี่ยงตามหน้าที่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เบี่ยงเบนได้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการปรับปรุงแนวทางการบริหารความเสี่ยง

กลไกการควบคุมภายในและตรวจติดตามความเสี่ยง

บริษัทฯ มีการทบทวนและประเมินความเสี่ยงขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ โดยดำเนินการอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง และมีการทบทวนเพิ่มเติมเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ (Material Events) ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน กฎหมาย และความเสี่ยงด้าน ESG เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการและตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

บริษัทฯ ได้จัดให้มีระบบควบคุมภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนในองค์กรถือปฏิบัติและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในการปฏิบัติงาน และมีหน้าที่ในการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามรายงานการบริหารความเสี่ยงในกระบวนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีการติดตามการบริหารความเสี่ยงทั้งระดับองค์กรและระดับหน่วยงาน รายงานต่อคณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อกำกับดูแลและสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพและเกิดผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายขององค์กร รวมถึงมีการรายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส ทั้งนี้บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับกรอบการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทฯ ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบภายนอกปีละหนึ่งครั้ง เพื่อยืนยันถึงความเหมาะสมของการควบคุมภายในและกระบวนการบริหารความเสี่ยงว่ามีความครอบคลุมและสามารถสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่

บริษัทฯ บูรณาการการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวางแผนและพิจารณาการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของบริษัทฯ โดยกำหนดให้มีการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของโครงการ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงของโครงการ ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลการประเมินความเสี่ยงโครงการลงทุนใหม่แก่คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) ระดับบริษัท และคณะกรรมการบริษัท เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจในโครงการลงทุนใหม่ของบริษัทฯ นอกจากนี้ ในการพัฒนากระบวนทำงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้บริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะมีการประเมินความเสี่ยงประกอบการพิจารณาด้วย

สำหรับการขยายสาขาและการพัฒนาบริการใหม่ บริษัทฯ มีกลไกการกำกับดูแลผ่านคณะกรรมการและคณะทำงานเฉพาะเรื่อง อาทิ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดสถานีบริการใหม่ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมด้านการลงทุน ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดหาสถานีบริการใหม่ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ รวมถึงพิจารณาประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขยายสาขาและการพัฒนาบริการใหม่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำผลการประเมินมาใช้ทบทวนและปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG risk)

พีทีจี ให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) เป็นอย่างมาก) คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รับผิดชอบกำกับดูแลความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG) โดยบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ซึ่งบริษัทฯ ได้วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการจัดการ แผนรองรับ หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

บริษัทฯ ให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว คณะกรรมการบริษัทจึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รับผิดชอบกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk) โดยบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) อย่างเป็นระบบ ซึ่งบริษัทฯ ได้วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการจัดการ แผนรองรับ หรือโครงการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ดังนี้

1. ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ประเภทความเสี่ยง ผลกระทบ มาตรการจัดการ
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาจมีบางกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินงาน อาทิ การดำเนินงานของคลังน้ำมันและการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

หากบริษัทฯ ไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือขององค์กร รวมถึงความเชื่อมั่นและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่เกินกว่ากรอบหรือข้อกำหนดของภาครัฐ อาจก่อให้เกิดภาระต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและฐานะทางการเงินของบริษัทฯ

  • บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ในการร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับแผนพลังงานชาติ และเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดของประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ขององค์กรภายในปี 2030
  • กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยมีการสื่อสารนโยบายดังกล่าวให้พนักงานทุกระดับรวมถึงผู้มีส่วนได้เสียรับทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว
  • การจัดทำโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และสนับสนุนแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินโครงการสถานีบริการต้นแบบด้านนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม (Inno-green station) ซึ่งได้รับรางวัล Inno-green station ระดับ Platinum จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำเสีย เพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในสถานีบริการ ติดตั้ง Solar rooftop และการประหยัดพลังงานจากการควบคุมการใช้งานเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงกำหนดให้พนักงานได้รับการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินโดยฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ
  • ดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในสถานีบริการน้ำมัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน และลดค่าไฟฟ้าภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยบริษัทฯ มีการตั้งเป้าหมายสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าให้ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 10 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและตอบสนองต่อความเสี่ยงในเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนได้ โดยโครงการดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ในโครงการโซลาร์รูฟท็อปในสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ LPG จำนวน 138 สถานี
  • โครงการการใช้ยางหล่อดอกสำหรับหัวลากรถบรรทุกพร้อมทั้งหางเทรลเลอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ยางให้คุ้มค่ามากขึ้น และช่วยลดขยะของยางที่ไม่ใช้งานแล้ว อีกทั้งยังสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ยางใหม่ได้
  • ติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมัน (Vapor Recovery Unit) หรือ VRU ที่คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน และรถขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับพื้นที่ที่มีการควบคุมไอน้ำมัน
  • บริษัทฯ ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO14001:2015 และระบบมาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO45001:2018 ที่คลังน้ำมันทั่วประเทศ
  • จัดทำแผนการดำเนินงานในการคำนวณและจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (Carbon Footprint for Organization) โดยบริษัทฯ ได้รับการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (Carbon Footprint for Organization) ในขอบเขตของสำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน Fleet ขนส่ง และสถานีบริการน้ำมัน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
  • บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นไปตามกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Task Force on Climate-related Financial Disclosures: TCFD) และมีการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
  • บริษัทฯ มีโครงการดำเนินการประกอบธุรกิจการบริหารจัดการขยะรวมถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยมีการดำเนินการในส่วนของระบบคัดแยกขยะเพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) โรงไฟฟ้าขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และผลิตสารปรับปรุงจากขยะอินทรีย์ที่ได้จากระบบคัดแยกขยะ
  • บริษัทฯ มีการเตรียมความพร้อมในการมองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ที่เป็นการบรรเทาผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินโครงการพัฒนาความยั่งยืนเพื่อชดเชยคาร์บอนเครดิต อาทิ โครงการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การเลือกใช้น้ำมันไบโอดีเซลสำหรับรถขนส่ง โครงการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล โครงการการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกกาแฟและพืชเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต เป็นต้น
  • บริษัทฯ ดำเนินโครงการข้าวยั่งยืน เพื่อชดเชยคาร์บอนเครดิตและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง (Premium T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
  • บริษัทฯ ได้รับการรับรองโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) และได้รับการรับรอง Inno-Green Station จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) :
ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ขององค์กร

2. ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม

ประเภทความเสี่ยง ผลกระทบ มาตรการจัดการ
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน

บริษัทฯ ประกอบกิจการในธุรกิจพลังงานประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ LPG โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยได้ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและจัดทำแผนรองรับเพิ่มเติม อีกทั้งได้พัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แต่หากพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น การรั่วไหล การระเบิด และไฟไหม้ เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ของชุมชนใกล้สถานที่ปฏิบัติงาน และอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

  • บริษัทฯ มีการยกระดับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย โดยจัดทำระบบควบคุมความเสี่ยงที่สำคัญ อาทิ กิจกรรมส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตราย (Kiken Yochi Training) การกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator) เพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยในกิจกรรมควบคุมที่สำคัญ และการใช้ระบบ Behavior Based Safety เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงของพนักงาน
  • เพื่อให้พนักงานของบริษัทฯ ตลอดจนหน่วยงานช่วยเหลือสนับสนุนทั้งภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้อง มีความพร้อมต่อสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
  • นำระบบความปลอดภัยมาใช้ในงานขนส่งน้ำมัน ได้แก่ การจัดทำระบบการอบรมการขับขี่ปลอดภัย เพื่อเสริมสมรรถนะพนักงานขับรถ การใช้ระบบ GPS และระบบแจ้งเตือนจุดเสี่ยงจากระบบ GPS ในรถขนส่ง เพื่อตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง ติดกล้องวงจรปิดในรถขนส่งน้ำมัน เพื่อตรวจประเมินพฤติกรรมการขับขี่ และนำมาใช้ในการฝึกอบรมหรือถอดบทเรียนให้กับพนักงานใหม่
  • ในด้านความปลอดภัยสถานีบริการน้ำมันและสถานีบริการก๊าซ LPG ได้มีการจัดทำเป็นคู่มือการปฏิบัติงานและคู่มือวิธีป้องกันภัยและระงับเหตุที่เกิดขึ้นให้กับพนักงานประจำสถานีบริการ รวมถึงจัดให้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
  • ในด้านความปลอดภัยคลังน้ำมัน ได้มีการชี้แจงพนักงานเรื่องกฎระเบียบและความปลอดภัยก่อนเข้าเขตพื้นที่ไวไฟ การกำหนดข้อห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติงานภายในคลังน้ำมันก่อนได้รับอนุญาต การห้ามนำสิ่งที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างเด็ดขาด และการกำหนดมาตรการสำหรับป้องกันและแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันลงสู่แม่น้ำสำหรับคลังน้ำมันที่สามารถรับน้ำมันทางน้ำ
  • บริษัทฯ มีการทบทวนและทดสอบแผนโต้ตอบสถานการณ์ฉุกเฉินของคลังน้ำมัน อาทิ แผนป้องกันน้ำมันหกรั่วไหล และแผนป้องกันสารเคมีรั่วไหล เป็นต้น รวมถึงมีการทดสอบแผนฉุกเฉินกรณีเกิดเพลิงไหม้สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Station) นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินสำหรับอาคารสูงและฝึกซ้อมดับเพลิงอพยพหนีไฟของสำนักงานใหญ่ เป็นประจำทุกปี
  • บริษัทฯ ได้ดำเนินการสร้างความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงกับคลังน้ำมันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
  • บริษัทฯ มีการกำหนดกลยุทธ์ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความผูกพันกับชุมชนโดยรอบสถานปฏิบัติการ ผ่านการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมที่เน้นการสร้างคุณค่าร่วมเพื่อความอยู่ดีมีสุข
  • บริษัทฯ มีแนวทางการดำเนินโครงการเพื่อสังคม ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
    1. การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีกิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมมอบทุนการศึกษาและโครงการส่งเสริมรายได้ให้ชุมชน
    2. การส่งเสริมสังคมผู้สูงอายุ โดยมีกิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมชุมชนตาสว่าง (โครงการบริจาคแว่นตาให้ผู้สูงอายุ) และโครงการสนับสนุนอาชีพให้ผู้สูงอายุ
    3. การสร้างวิถีชีวิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมปลูกป่าสร้างปอดและกิจกรรมแยกขยะเปียก ลดขยะโลก

    ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ อยู่ภายใต้กรอบการดำเนินโครงการค่ายอาสา พีที ทำจริง ไม่ทิ้งกัน โดยบริษัทฯ มีการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างโอกาสการเติบโตกับพันธมิตรและชุมชนในทุกที่ สนับสนุนความอยู่ดีมีสุขของชุมชนโดยรอบ ซึ่งในการดำเนินงานด้าน CSR ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับผลสำรวจความพึงพอใจของชุมชนโดยเฉลี่ยเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 80% จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโครงการ CSR ที่สามารถรักษาระดับความสัมพันธ์ที่ดีและการสนับสนุนจากชุมชนชน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) :
ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยคำนึงถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

3. ความเสี่ยงจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

ประเภทความเสี่ยง ผลกระทบ มาตรการจัดการ
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย

การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อาจเผชิญความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องได้อย่างไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากความซับซ้อนของบทบัญญัติทางกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความคลาดเคลื่อนในการตีความ หรือการบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดใหม่ ๆ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) รวมถึงมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (COP26–27) ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด และส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ ทั้งในด้านการเงิน การดำเนินงาน ตลอดจนความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร

ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทฯ ถูกลงโทษทางกฎหมาย เช่น การปรับ การพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ หากไม่มีการบริหารจัดการและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

  • บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปอย่างถูกต้อง เชื่อถือได้ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยมีการวิเคราะห์ และติดตามนโยบายภาครัฐ กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ และมีการวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มีการสื่อสารกฎหมาย กฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบริษัทฯ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความร่วมมือในการเข้าประชุมและสัมมนาร่วมกับหน่วยงานราชการเพื่อให้ข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด • มีการแต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับขึ้น เพื่อพิจารณาการดำเนินงานด้าน Compliance รวมทั้งจัดตั้งหน่วยงาน Compliance เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานด้าน Compliance ในภาพรวมขององค์กรโดยเฉพาะ กำหนดบทบาทหน้าที่ โครงสร้างของหน่วยงาน Compliance ให้มีความเป็นอิสระในการกำกับดูแล รวมทั้งกำหนด กฎบัตร นโยบายและกระบวนการปฏิบัติงานด้าน compliance เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของบริษัทฯ สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • จัดทำ Compliance Charts และ Compliance Checklists สำหรับประเมินความสอดคล้องของกฎหมายของกลุ่มบริษัทฯ รวมทั้งมีการประเมินความสอดคล้องของกฎหมายและพันธสัญญาสำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัย ด้านอาชีวอนามัย และด้านสิ่งแวดล้อม
  • จัดทำ Legal Update เพื่อสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงาน รวมถึงมีการจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องของกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
  • นอกจากนี้ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถดำเนินงานตามกฎหมายและบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมอยู่ให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้เตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินงานให้สอดคล้องตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
  • แต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer : DPO) และจัดตั้งสำนักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการ ให้คำแนะนำ กำกับดูแล รวมถึงตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าของข้อมูลมั่นใจในกระบวนการจัดการข้อมูลของบริษัทฯ • ดำเนินการจัดทำและทบทวนนโยบาย เอกสารต่าง ๆ ของบริษัทฯ และเอกสารทางกฎหมายให้สอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ อาทิ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) เป็นต้น • พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล รวมถึงเสริมสร้างด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล • จัดทำแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ • จัดทำและทบทวนรายงานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ROPA) เป็นประจำทุกปี เพื่อดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถูกต้องเป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด • จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Risk and Data Protection Impact Assessment) รวมถึงกำหนดมาตรการในการป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละกิจกรรมที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล • สำนักคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีการลงพื้นที่สำรวจกิจกรรมการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของสถานีบริการน้ำมัน และคลังน้ำมัน พร้อมทั้งจัดอบรม ให้คำแนะนำ และวัดผลเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ
  • จัดอบรมและจัดทำสื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่พนักงานในองค์กร และสร้างความตระหนักให้แก่พนักงานในองค์กรในการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย
ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) :
ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

ความเสี่ยงด้านการทุจริต (CAC)

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ จึงดำเนินการประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกัน รวมถึงการติดตามและทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตทั้งห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ ครอบคลุมหน่วยงานที่มีภารกิจหรือกิจกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ โดยพิจารณาจากกิจกรรมการดำเนินงานที่อาจมีความเสี่ยงในการให้หรือรับผลประโยชน์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการทุจริต มาระบุเป็นความเสี่ยง และมีการประเมินระดับโอกาสเกิด (Likelihood) ระดับผลกระทบ (Impact) และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง พร้อมทั้งมีการทบทวนความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างสม่ำเสมอ

ในปี 2568 บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตตามกระบวนการดังกล่าวของหน่วยงานภายในบริษัทฯ คิดเป็น 100% ของหน่วยงานที่ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต และประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตของบริษัทในเครือคิดเป็น 93% ของบริษัทในเครือที่ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต โดยจากผลการประเมิน ไม่พบประเด็นความเสี่ยงที่เป็นสาระสำคัญด้านการทุจริตแต่อย่างใด ซึ่งบริษัทฯ มีการปฏิบัติตามมาตรการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่นตามที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรองในโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Collective Action Coalition: CAC) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทฯไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging risk)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาประเด็นความเสี่ยงที่เกิดใหม่ (Emerging Risk) เพื่อให้ทันต่อความท้าทายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียในอนาคตของบริษัทฯ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจยังไม่เคยเกิดขึ้นหรือยังมีข้อมูลจำกัด บริษัทจึงดำเนินการติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย เทคโนโลยี และแนวโน้มระดับโลกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ระบุ และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้สามารถวางมาตรการรองรับได้ทันท่วงที ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแสวงหาโอกาสใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

1. ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Global Geopolitical Uncertainty)

ประเภท:
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
  • ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)
  • ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)
ระยะเวลา: ความเสี่ยงระยะปานกลาง
รายละเอียด :

ความตึงเครียดและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงมากขึ้น อาทิ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงความตึงเครียดอีกด้านหนึ่งที่เกิดจากการแบ่งขั้วอำนาจกันมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างประเทศมหาอำนาจ (สหรัฐฯ-จีน) นำไปสู่การจัดกลุ่มทางการค้าและการกำหนดนโยบายการค้าที่เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากระแสโลกาภิวัตน์มีบทบาททำให้ความเสี่ยงเหล่านี้เข้มข้นขึ้น จากการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจและสังคมของโลก ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพด้านพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความเสี่ยงนี้แตกต่างจากความผันผวนของราคาน้ำมันตามกลไกตลาดปกติ เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่มีความรุนแรง คาดการณ์ได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงานโลกได้ ซึ่งหากความขัดแย้งระหว่างประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งมีการโจมตีหรือการคว่ำบาตรที่พุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการขนส่งในภูมิภาคผลิตน้ำมันหลัก อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันอย่างฉับพลัน หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruptions) ได้ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันขึ้น และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานโลกได้

จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบด้าน รวมถึงต้องเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

ผลกระทบ:

หากบริษัทต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน ทั้งด้านต้นทุน ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่

  • ด้านการบริหารต้นทุน : หากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกมีความผันผวนสูงมากและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก อาจส่งผลให้บริษัทเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากไม่สามารถปรับราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที หรือถูกจำกัดด้วยนโยบายภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อค่าการตลาด (Marketing Margin) ของบริษัทฯ
  • ด้านห่วงโซ่อุปทานและการจัดหาสินค้า (Supply Chain Disruption) : แม้บริษัทฯ จะมีการจัดหาน้ำมันจากในประเทศไทยเป็นหลัก แต่หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานโลกอย่างรุนแรง หรือหากเกิดวิกฤติพลังงานโลกขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจในการรับผลิตภัณฑ์เข้าคลังน้ำมันและความเพียงพอในการกระจายสินค้าไปจำหน่ายในสถานีบริการของบริษัทฯ
  • ด้านภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย : หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานโลกอย่างรุนแรง หรือหากเกิดวิกฤติพลังงานโลกขึ้น แล้วทำให้ปริมาณน้ำมันของบริษัทฯ ในการจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค หากบริษัทฯ ไม่มีการสื่อสารหรือไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม อาจทำให้ผู้มีส่วนได้เสียเกิดความไม่พึงพอใจ ขาดความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้
มาตรการในการจัดการ:

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึง และมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือและรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยบริษัทฯ โดยมีแนวทางบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • การติดตามสถานการณ์แนวโน้มราคาน้ำมัน และปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานั้น
  • การกำหนดแนวทางสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันที่อาจหยุดชะงัก ซึ่งอาจเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง อาทิ พิจารณาหาเครื่องมือเข้ามาช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน กระจายซัพพลายเออร์หรือแหล่งจัดหาวัตถุดิบ พร้อมทั้งบริหารจัดการสินค้าคงคลังทั้งระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการจำหน่าย เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
  • ใช้ความรวดเร็วในการจัดการ Supply Chain โดยจะอัปเดตแผนการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้ทางฝ่ายโลจิสติกส์ได้รับทราบข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนการจัดการขนส่งทั้งรถของกลุ่มบริษัทและรถรับจ้างจากภายนอกให้มีการขนส่งที่รวดเร็ว ทันกาลและมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อรองรับการบริหารจัดการสินค้าคงคลังในธุรกิจหลักของบริษัท
  • บริษัทฯ มีแผนในการขยายธุรกิจและมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจ Non-Oil ให้เพิ่มขึ้น โดยมีการพัฒนาสินค้าและบริการอยู่เสมอ มีการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในแต่ละธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจ Non-Oil จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต
  • สร้างความยืดหยุ่นและทางเลือกในตลาดและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้บริษัทสามารถบริหารธุรกิจหลายประเภทและปรับกลยุทธ์ได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง รักษาความมั่นคงของยอดขายและกำไร แม้ในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน

2. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและนโยบายภาครัฐต่อความยั่งยืนธุรกิจจากแรงกดดันการลดคาร์บอน (Legal and Carbon Reduction Pressure)

ประเภท:
  • ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
  • ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Risk)
ระยะเวลา: ความเสี่ยงระยะปานกลาง
รายละเอียด :

จากการที่หน่วยงานภาครัฐได้มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ โดยได้กำหนดเป้าหมายตาม แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan: NEP) และ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP 2024–2037) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้

  1. ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% จากระดับการปล่อยตามปกติ (Business-as-Usual: BAU)
  2. ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
  3. ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว ภาครัฐได้ผลักดันร่าง พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ของไทย หรือกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจระบุถึง กลไกการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) สำหรับภาคธุรกิจพลังงาน หรือมีแนวโน้มจะกำหนดให้ผู้ประกอบการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดทำแผนลดการปล่อยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะออกนโยบายใหม่ ๆ หรือกฎหมายที่เข้มงวดกว่าที่คาดการณ์ไว้จะถูกบังคับใช้ (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล) อาทิ การจำกัดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางพื้นที่หรือบางประเภทของยานพาหนะ การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ ตลอดจนการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาด อาทิ Energy Storage System (ESS), Hydrogen, EVs เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังส่งเสริมกลไก ตลาดคาร์บอนในประเทศ เช่น T-VER แม้เป็นภาคสมัครใจ แต่สะท้อนทิศทางสู่กลไกภาคบังคับในอนาคต ทั้งนี้ แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ยังคงได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งจากพันธกรณีระหว่างประเทศ ความคาดหวังของนักลงทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและแนวโน้มด้าน ESG แม้บริษัทไทยจะไม่ได้ส่งออกโดยตรง แต่มาตรการระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของ EU หรือ Green Finance Taxonomy ของญี่ปุ่นหรือจีน อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานมาตรฐานที่ไทยต้องนำมาปรับใช้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมัน หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว และสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการพลังงานในการปรับตัวเพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศและความคาดหวังด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสังคม

ผลกระทบ :

หากบริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง โดยไม่มีมาตรการควบคุมหรือการจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  • ด้านต้นทุน : บริษัทอาจเผชิญ ต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น จากภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่หลายประเทศใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, รวมถึง ต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดจากการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมายหรือมาตรฐานการกำกับดูแล และ ต้นทุนภาษียานยนต์ในธุรกิจโลจิสติกส์ของบริษัทฯ ที่คำนวณตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเสี่ยงด้านค่าปรับหรือค่าเสียหาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ด้านการดำเนินธุรกิจ : บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแผนการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจมีการประกาศใช้และบังคับใช้ในอนาคต รวมทั้งในการดำเนินโครงการอาจส่งผลให้บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และอาจสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ได้ หรือต้องมีการเร่งรัดการดำเนินการในโครงการพลังงานสะอาด เช่น ESS, Hydrogen หรือ EV Charging Station, และมีความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน
  • ด้านการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure Risk) : หากมีการออกกฎหมายใหม่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือหน่วยงานกำกับดูแลอาจมีข้อกำหนดให้บริษัทฯ มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดคาร์บอนที่เข้มงวดและละเอียดอ่อนมากขึ้นได้
  • ด้านภาพลักษณ์องค์กร : บริษัทอาจเผชิญความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ หากมีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงโดยปราศจากมาตรการควบคุมหรือจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้มีส่วนได้เสียเกิดความไม่พึงพอใจ ขาดความเชื่อมั่น หรือทำให้ผลประเมินในด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ลดลงได้
มาตรการในการจัดการ:

บริษัทฯ มีเจตนารมณ์ในการร่วมลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายตามแผนพลังงานชาติ ซึ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065-2070 โดยบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายในการที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ขององค์กรให้ได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการรองรับ ดังนี้

  1. การกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

    บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ หรือ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และมีการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise risk management : ERM) รวมถึงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสจากเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามหลักการของ TCFD เพื่อจัดทำข้อมูลความเสี่ยงและโอกาส รวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังติดตามนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กฎหมาย ข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

  2. การลงทุนใหม่และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

    บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil มากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ยังร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสะอาด ในการพัฒนาโครงการบริหารจัดการขยะและการผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

  3. การสนับสนุนพลังงานสะอาด

    บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ในโครงการโซลาร์รูฟท็อป นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เช่น โครงการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ การเลือกใช้น้ำมันไบโอดีเซลสำหรับรถขนส่ง และโครงการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล

  4. โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างประโยชน์ต่อสังคม

    นอกจากการดำเนินธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างประโยชน์ต่อชุมชน เช่น โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิต โครงการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกกาแฟอราบิก้าและพืชเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โครงการนาข้าวยั่งยืน รวมถึงโครงการเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ นอกจากการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงปฏิบัติแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักรู้ เกี่ยวกับการดำเนินการด้าน ESG และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกระดับขององค์กร โดยได้มีการจัดอบรมให้แก่คณะกรรมการบริษัท และผู้บริหาร เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวโน้มสากล ตลอดจนการจัดการอบรมให้ความรู้แก่พนักงาน เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความยั่งยืน และสนับสนุนให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ต่อไป

การสร้างวัฒนธรรมและการตระหนักรู้ด้านความเสี่ยง

กลยุทธ์ที่ใช้เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร

บริษัทฯ มุ่งมั่น สนับสนุน และส่งเสริมวัฒนธรรมด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยได้ให้ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการและแนวทางการบริหารความเสี่ยงแก่กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงานอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เผยแพร่ให้พนักงานทุกระดับได้เรียนรู้ มีการจัดทำข่าวสารส่งให้ผู้บริหารได้รับทราบสถานการณ์ความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ อีกทั้งยังมีการบรรจุหัวข้อการบริหารความเสี่ยงในหลักสูตรปฐมนิเทศพนักงานใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่พนักงานตั้งแต่เข้ามาเริ่มทำงานในองค์กร

ในส่วนของคณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยงที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จะทำหน้าที่ในการประสานงานกับส่วนบริหารความเสี่ยง ในการนำนโยบายและกระบวนการบริหารความเสี่ยงเผยแพร่ในหน่วยงานเพื่อไปสู่การปฏิบัติในระดับกระบวนการของหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กร และติดตามให้หน่วยงานดำเนินการตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงโดยมีการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และจัดการความเสี่ยง รวมถึงติดตามรายงานผลการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีในการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำวัน เพื่อเป็นการปลูกฝังให้บุคลากรทุกระดับได้ตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินการด้านบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย

โดยในปี 2568 ได้มีการจัดอบรมด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างความเข้าใจในการปรับใช้แนวทางการบริหารความเสี่ยงกับการดำเนินงานขององค์กร ให้แก่คณะกรรมการบริษัทฯ (รวมกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร) และผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ส่วนบริหารความเสี่ยงได้มีการจัดอบรมประจำปีให้ความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงแก่คณะทำงานจัดการด้านบริหารความเสี่ยง และพนักงานของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร

ตัวชี้วัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้บริหาร

ในการบริหารความเสี่ยงองค์กร พีทีจี มีการกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator : KRI) เพื่อใช้ในการติดตามและวัดผลการบริหารความเสี่ยงของความเสี่ยงระดับองค์กร โดยดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) จะมีทั้งดัชนีชี้วัดด้านการเงิน และด้านที่ไม่ใช่การเงิน ซึ่งในส่วนของดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (KRI) ด้านการเงิน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับตัวชี้วัดในการประเมินผลการดำเนินงานขององค์กร โดยจะมีการถ่ายทอดมายังผู้บริหารในแต่ระดับด้วย ดังนั้น ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงด้านการเงินจึงสอดคล้องกับแรงจูงใจทางการเงิน (Financial incentive) ที่จะช่วยผลักดันให้ทุกคนในองค์กรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สำหรับการจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร จะมีการกำหนดเป้าหมายในการลดระดับความเสี่ยงตามระดับของ Metrics ที่ใช้ในการประเมินระดับความเสี่ยง โดยจะมีการติดตามผลของมาตรการจัดการความเสี่ยงที่ใช้เป็นรายไตรมาสหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กรทั้งด้านการเงินและด้านที่ไม่ใช่การเงิน ด้านที่ไม่ใช่การเงิน

การวัดประสิทธิผลของวัฒนธรรมความเสี่ยง

บริษัทฯ มีการติดตามและประเมินประสิทธิผลของการสร้างวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม การมีส่วนร่วมของคณะทำงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และการติดตามผลการบริหารความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินระดับความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Awareness) ของบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานในกระบวนการบริหารความเสี่ยง โดยผลการประเมินอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และบริษัทฯ ได้นำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนารูปแบบการสื่อสาร การอบรม และกิจกรรมด้านการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีการประเมินความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk awareness) โดยมีผลการประเมินอยู่ที่ 90.09%