พีทีจีขับเคลื่อนองค์กรสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ธุรกิจคาร์บอนต่ำ และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
ผู้มีส่วนได้เสียหลักที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบต่อธุรกิจ
ผลการดำเนินงานปี 2568
- การใช้พลังงานหมุนเวียน Solar Roof ในพื้นที่ปฏิบัติงาน 5.642 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
- ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการใช้พลังงานหมุนเวียน Solar Roof ในพื้นที่ปฏิบัติงาน 2,680 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า
- ขยายเครือข่ายการติดตั้งสถานี Elex by EGAT (EV Charger) 208 ตู้ชาร์จ
เป้าหมาย ปี 2570
- การใช้พลังงานหมุนเวียน Solar Roof ในพื้นที่ปฏิบัติงาน 33 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
- ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการใช้พลังงานหมุนเวียน Solar Roof ในพื้นที่ปฏิบัติงาน 13,460 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า
- ขยายเครือข่ายการติดตั้งสถานี Elex by EGAT (EV Charger) 712 ตู้ชาร์จ
แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ บริษัทฯ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงและการใช้พลังงานไฟฟ้า ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ขยายบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการขยะและการผลิตพลังงานจากขยะ รวมถึงการส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลน และโครงการเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีการติดตามผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การดำเนินงานเพื่อตอบสนอง
โครงสร้างการกำกับดูแลการบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ได้บูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในระบบการบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย
คณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำกับดูแล ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนโยบายและทิศทางเชิงกลยุทธ์ ผ่านคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง โดยมีบทบาทในการพิจารณา ติดตาม และทบทวนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ
ในระดับการบริหาร คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรรับผิดชอบการประเมิน วิเคราะห์ ติดตาม และจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับปฏิบัติการ ขณะที่คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับทิศทางด้านความยั่งยืน รวมถึงติดตามให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานและความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
กลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงกำหนดเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 พร้อมพัฒนากลยุทธ์หลักที่ครอบคลุมและสามารถขับเคลื่อนสู่ผลลัพธ์ได้จริง
บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้ 3 RE Strategy ซึ่งประกอบด้วยแนวทางสำคัญดังนี้

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยมีการจัดทำข้อมูล การติดตาม และการประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบูรณาการผลการประเมินดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ บริษัทฯ ได้กำหนด ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการสะท้อนต้นทุนคาร์บอนในโครงการลงทุนและการดำเนินงานที่มีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้สามารถประเมินและคัดเลือกโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานพัฒนานวัตกรรมและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมากยิ่งขึ้น
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมความยืดหยุ่นของธุรกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมต่อมาตรการด้านคาร์บอนทั้งในประเทศและระดับสากลในอนาคต
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามหลักการของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) โดยระบุความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบตามสถานการณ์จำลอง (scenario) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ตามสถานการณ์ทางกายภาพ RCP8.5 สํานักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ตามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ETP 2DS และกรีนพีซ (Greenpeace) ตามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอน Greenpeace Advanced Energy [R]evolution เพื่อการบริหารผลกระทบทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสมต่อไป
รายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ
การขับเคลื่อนองค์กรสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 โดยผนวกการจัดการคาร์บอนเข้ากับยุทธศาสตร์องค์กร ออกแบบกระบวนการดำเนินงานที่คำนึงถึงหลักการลดคาร์บอนในทุกขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เร่งขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยในห่วงโซ่คุณค่า พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้า หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับองค์กรและระดับอุตสาหกรรมควบคู่กันนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินมาตรการชดเชยคาร์บอนในพื้นที่ป่า ชุมชน และระบบนิเวศธรรมชาติ เพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และวางแผนจัดทำระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลที่มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของบริษัทฯ ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดเก็บและจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 2568 ครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงานของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 the Greenhouse Gas Protocol และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวอยู่ระหว่างการทวนสอบโดยผู้ทวนสอบภายนอก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 14065:2020 และจะได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายการขอรับรองให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในอนาคต เพื่อยกระดับความครบถ้วนของข้อมูลและให้สอดคล้องกับขอบเขตการดำเนินงานที่แท้จริง ทั้งนี้ รายละเอียดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละส่วนมีดังต่อไปนี้
| 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) | 1,582 | 55,771 | 50,718 | 55,159 | 57,653 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) | 1,064 | 31,806 | 38,307 | 37,833 | 33,737 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) | 13,799,057 | 20,289,891 | 15,286,932 | 15,431,998 | 14,880,533 |
| รวม | 13,801.703 | 20,377.468 | 15,375.957 | 15,524,990 | 14,971,923 |
หมายเหตุ:
1. หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Tonco2e)
2. ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกรวบรวมโดยใช้วิธีการควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) ตามที่ระบุใน GHG Protocol
3. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 2 ปี 2561-2563 ของพีทีจี และกลุ่มพีทีจี เอ็นเนอยี มีการปรับการคำนวณตาม Emission Factor จาก EPPO 2021
4. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปี 2563 ครอบคลุมสถานปฏิบัติการของ พีทีจี คือ สำนักงานใหญ่ และคลังน้ำมัน โดยปี 2564 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมส่วนงานขนส่ง ปี 2565 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน และปี 2566 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมคลังกระจายสินค้า
5. ปี 2564 - 2566 บริษัทฯ ดำเนินการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ในรูปแบบการรายงานทั้งหมด (full reporting) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทฯ ได้ปรับแนวทางการคำนวณโดยเลือกเฉพาะ หมวดหมู่ที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้การรายงานสะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานของ GHG Protocol เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
6. ข้อมูลในปี 2567 มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เนื่องจาก มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในธุรกิจการขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) นั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง
โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับกลยุทธ์
Reduce: มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานภายในองค์กรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้พลังงานในสำนักงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง เช่น การลดการใช้กระดาษและพลาสติก รวมถึงส่งเสริมการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพผ่านโครงการรีไซเคิล บริษัทยังสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่พนักงานทุกคนในองค์กร
โครงการโซลาร์รูฟท็อป
บริษัทฯ แสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อป โดยเริ่มติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสถานีบริการน้ำมันตั้งแต่ปี 2563 โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานของบริษัทฯ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากระบบสายส่ง และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) อย่างเป็นรูปธรรม
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปไปยังพื้นที่คลังน้ำมันจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ คลังน้ำมันแม่กลอง คลังน้ำมันขอนแก่น และคลังน้ำมันสุรินทร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการดำเนินงานหลักขององค์กร และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแนวทางมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

โครงการติดตั้ง Solar Roof ในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน

โครงการติดตั้ง Solar Roof ในพื้นที่คลังน้ำมัน

โครงการ EV Truck
บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด ได้ดำเนินโครงการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการโลจิสติกส์ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการนำรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องในปี 2568 จำนวน 3 คัน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นบวก ทั้งในด้านการลดการใช้พลังงานและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทในการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

Reforest: บริษัทฯ มุ่งมั่นส่งเสริมการปลูกป่าและการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน บริษัทดำเนินกิจกรรมที่มุ่งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า เพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเสริมสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่สมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
โครงการข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยตระหนักว่าภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการทำนาข้าวด้วยแนวทาง “นาเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการน้ำในแปลงนา จากการขังน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูเพาะปลูก มาเป็นการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมตามช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว แนวทางดังกล่าวช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดก๊าซมีเทนในชั้นดิน ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพของดินและระบบราก ทำให้ต้นข้าวมีความแข็งแรงและใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากการดำเนินโครงการ คาดว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยประมาณ 372 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO₂e/year) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคเกษตรในการมีส่วนร่วมต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ Premium T-VER ภายใต้กลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ
โครงการนี้สะท้อนบทบาทของพีทีจีในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงระบบ ผ่านการบูรณาการแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่รูปแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และแนวโน้มการเกษตรยั่งยืนในระดับสากล พร้อมสร้างคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในระยะยาว

โครงการปลูกป่าสร้างสุข
ในการดำเนินงาน บริษัทฯ ได้คัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ระบบน้ำขึ้น–น้ำลง และลักษณะดิน รวมถึงวางแผนการปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและธรรมชาติของระบบนิเวศชายฝั่ง ควบคู่กับการติดตามและประเมินอัตราการรอดตายของต้นไม้หลังการปลูกอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการสำรวจภาคสนาม การดูแลรักษา และการปลูกซ่อมในกรณีที่พบอัตราการรอดตายต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อให้ป่าชายเลนสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศและทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
จากการลงพื้นที่ตรวจนับอัตราการรอดตายของต้นกล้าป่าชายเลน พบว่า โครงการมี อัตราการรอดตายเฉลี่ยร้อยละ 83.54 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกระบวนการปลูกและการดูแลรักษาที่เอื้อต่อการสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Re-adjust Portfolio: บริษัทฯ มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เป็นหนึ่งใน 8 ธุรกิจหลักสำหรับการลงทุนในอนาคต เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน
ธุรกิจบริหารจัดการขยะและโรงไฟฟ้าขยะชุมชนของบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของชุมชนควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนจากการฝังกลบ และสามารถแปรรูปขยะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 6 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569
โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายผลความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท สลีค อีวี จำกัด เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคส่งคืนซองพลาสติกย่อยสลายยากเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือนี้สามารถรวบรวมซองผลิตภัณฑ์ทาโร่เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้จำนวนทั้งสิ้น 3,079.60 กิโลกรัม นับเป็นการเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการฝังกลบ
ในภาพรวมของการดำเนินงานด้านการจัดการขยะของบริษัทฯ ในปี 2568 สามารถกำจัดขยะจากชุมชนได้รวมทั้งสิ้น 58,299.59 ตัน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 140,502.01 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงบทบาทของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

สถานี EV Charger
จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมพลังงานไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสถานีบริการเชื้อเพลิง สู่การเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับการเดินทางรูปแบบใหม่ โดยมุ่งพัฒนาระบบรองรับยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้ในวงกว้าง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่คำนึงถึงรูปแบบการเดินทางจริงของผู้ใช้ เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางหลักทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครบ 400 ตู้ชาร์จ ภายในปี 2570
ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีจำนวนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 208 ตู้ชาร์จ พร้อมทั้งเปิดให้บริการสถานี Giga EV ซึ่งเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานความถี่สูงและหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและยานพาหนะไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ด้วยระบบชาร์จกำลังสูงและการจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ สถานีดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาในการชาร์จ และเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางระยะไกลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จและสถานี Giga EV ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคการขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานปลายทางของลูกค้า (Downstream Emissions) และสะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว

การลงทุนเพื่อความยั่งยืนและรายได้จากธุรกิจสีเขียว
กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี ได้จัดสรรงบลงทุนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568–2572) รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “Carbon Neutral 2030” โดยบริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
| Segment | Sub segment | Description | Revenue (THB) | Revenue % |
|---|---|---|---|---|
| ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและอื่น ๆ | การจัดการของเสีย (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการออกแบบ การพัฒนา การผลิต การติดตั้ง หรือการดำเนินงานของอุปกรณ์และบริการสำหรับการรวบรวม การจัดการ และการบำบัดของเสีย | 6,033,010 | 0.00% |
| พลังงานแสงอาทิตย์ (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการดำเนินการและการจัดหาการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic) หรือระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมแสง (Concentrated Solar Systems) แต่ไม่รวม ระบบทำความร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Thermal Heating Systems) | 11,833,899 | 0.01% | |
| พลังงานจากของเสีย (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการดำเนินการและการจัดหาการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่ได้จากการเผาขยะเทศบาล (Municipal Waste) หรือจากเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะดังกล่าว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ 'พลังงานจากของเสีย' (Energy from Waste) | 557,559,872 | 0.25% | |
| ยานยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า (รวมถึงที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการออกแบบ การพัฒนา หรือการผลิตยานยนต์ขั้นสูงและส่วนประกอบหลัก ยานยนต์เหล่านี้รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ไฟฟ้า และไฮบริด แต่ไม่รวม ยานยนต์ไฮบริดแบบไม่สมบูรณ์ (Mild Hybrids) และยานยนต์ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง | 10,248,805 | 0.00% |
โดยในปี 2567 รายได้จากกิจกรรมดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 0.26% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ สะท้อนถึงการเริ่มต้นลงทุนและการขยายธุรกิจด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ตลอดจนมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การบริหารจัดการพลังงาน

แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทางธุรกิจ บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินผลการใช้พลังงานในทุกกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถระบุแนวโน้มการใช้พลังงาน ประเมินประสิทธิภาพ และค้นหาโอกาสในการปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ผ่านการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ การส่งเสริมพฤติกรรมการประหยัดพลังงานของพนักงาน ตลอดจนการนำข้อมูลการใช้พลังงานมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงบริหาร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแนวทางลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

การปฏิบัติตามหลักและมาตรฐาน
บริษัทฯ ได้นำข้อกำหนดของโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการควบคุมและบริหารจัดการการใช้พลังงานและทรัพยากรจากการดำเนินงานภายในอาคารสำนักงานอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแนวทางและมาตรการที่ชัดเจน ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ วัสดุสำนักงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการสื่อสารและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทาง Green Office เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตระหนักถึงบทบาทของตนในการลดการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางดังกล่าวช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว
| ตัวชี้วัด | หน่วย | ผลการดำเนินงาน | เป้าหมาย | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| 2566 | 2567 | 2568 | 2568 | 2570 | ||
| สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านคลังน้ำมัน | กิโลวัตต์ต่อลิตร | -5.76% | -1.64% | -14.37%1/ | -3% | -3% |
| สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ COCO | กิโลวัตต์ต่อลิตร | -1.77% | 9.38% | 2.29%2/ | -3% | -3% |
| อัตราการใช้ไฟฟ้าต่อคนจากกิจกรรมภายในพื้นที่สำนักงานใหญ่ | กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อคน | 23.55 | 22.38 (-4.97%) | 20.74 (-7.33%) | -3% | -3% |
หมายเหตุ:
1/ สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านคลังน้ำมัน ลดลงมาก เนื่องจากในปี 2568 ได้มีการดำเนินโครงการติดตั้ง Solar Rooftop ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ คลังน้ำมันแม่กลอง คลังน้ำมันขอนแก่น และ คลังน้ำมันสุรินทร์
2/ สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ COCO เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายจำนวนสถานีบริการและพื้นที่ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มกิจกรรมและบริการภายในสถานี เช่น ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับยอดขายน้ำมัน
มาตรการที่ดำเนินการเพื่อลดการใช้พลังงาน
โครงการรณรงค์การประหยัดพลังงานไฟฟ้า ในพื้นที่ปฏิบัติงาน
บริษัทฯ ดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ดำเนินงาน ทั้งในอาคารสำนักงานใหญ่และพื้นที่คลังน้ำมัน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน บริษัทมีการสื่อสารแนวทางปฏิบัติด้านการประหยัดพลังงานผ่านช่องทางภายในองค์กร เพื่อให้พนักงานสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการควบคุมการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า อาทิ การปิดไฟและอุปกรณ์เมื่อไม่ใช้งาน การกำหนดช่วงเวลาเปิด–ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักกลางวันและนอกเวลาทำการ การตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ใช้งาน การตั้งค่าอุปกรณ์สำนักงานให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน การถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังเลิกใช้งาน รวมถึงการเปิดใช้งานไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้งานจริง
นอกจากนี้ ในพื้นที่คลังน้ำมัน บริษัทได้กำหนดมาตรการควบคุมการใช้พลังงานที่สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงาน พร้อมทั้งรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง และมีแผนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็นหลอด LED และการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างยั่งยืน


โครงการ Green Meetings การจัดประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำนักงานใหญ่
บริษัทฯ ได้นำแนวคิดการจัดประชุมอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวทางการจัดประชุมภายในองค์กรในรูปแบบการประชุมสีเขียว (Green Meeting) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทให้ความสำคัญกับการวางแผนการใช้ทรัพยากรภายในห้องประชุมอย่างเหมาะสม ตั้งแต่การเลือกสถานที่ประชุมให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าร่วม การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร
นอกจากนี้ บริษัทฯได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมตามหลักการห้องประชุมสีเขียว อาทิ การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังการใช้งาน การถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น และการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารภายในห้องประชุม เพื่อลดการใช้พลังงานและปริมาณขยะที่เกิดขึ้น แนวทางดังกล่าวช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมขององค์กร
โครงการควบคุมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ในองค์กร
บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยกำหนดให้มีการติดตาม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณการใช้ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานขององค์กร นอกจากนี้ บริษัทมีการตรวจสอบค่าปรับส่วนเกินที่เกิดจากการใช้น้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและระบุโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกนำมาจัดทำเป็นรายงานสรุปผลการดำเนินงานประจำเดือน เพื่อนำเสนอแก่ผู้บริหารใช้ประกอบการติดตามผลการดำเนินงาน การกำหนดมาตรการควบคุม และการวางแผนพัฒนาการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
โครงการบริหารรถเที่ยวเปล่า (Back haul)
ในปี 2568 บริษัทได้นำโครงการบริหารจัดการรถเที่ยวเปล่า (Backhaul Management) มาใช้กับการขนส่งของบริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด โดยใช้ รถขนส่งที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล B100 ส่งผลให้สามารถลดการวิ่งรถเปล่าได้ประมาณ 136,515 กิโลเมตรต่อปี ลดการใช้เชื้อเพลิงลงประมาณ 34,400 ลิตร หรือคิดเป็นการประหยัดพลังงานร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งเดิม
การดำเนินโครงการดังกล่าวช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 92 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TCO₂e) ต่อปี จากการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ทั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขององค์กร สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการพลังงานและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โครงการ Inno-Green ในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในสถานีบริการ ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดด้านการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารสถานีบริการให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยคำนึงถึงการจัดวางผังอาคารให้เหมาะสมกับทิศทางแสงและลม การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดการสะสมความร้อน และการออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้แสงธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันควบคู่กับการออกแบบอาคาร สถานีบริการได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED และเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ท ภายในสถานีบริการได้นำระบบ Marutto ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการงานปรับอากาศและการระบายอากาศ (HVAC) ผ่านระบบคลาวด์ มาใช้ในการควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบรวมศูนย์ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือเว็บแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถปรับการทำงานของระบบให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการใช้งานจริง ส่งผลให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยโครงการนี้ยังได้รับการตรวจประเมินและรับรองจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยผลการดำเนินงานพบว่าสามารถ ลดการใช้พลังงานลงได้ร้อยละ 20.30 เมื่อเทียบกับสถานีบริการน้ำมันในรูปแบบปกติ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการนำแนวคิดด้านการออกแบบอาคาร การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ

