พีทีจีขับเคลื่อนองค์กรสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ธุรกิจคาร์บอนต่ำ และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
ผู้มีส่วนได้เสียหลักที่ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบต่อธุรกิจ
ผลการดำเนินงานปี 2568 เทียบกับเป้าหมาย
แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ บริษัทฯ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงและการใช้พลังงานไฟฟ้า ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ขยายบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการขยะและการผลิตพลังงานจากขยะ รวมถึงการส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลน และโครงการเกษตรคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีการติดตามผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การดำเนินงานเพื่อตอบสนอง
โครงสร้างการกำกับดูแลการบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ได้บูรณาการการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในระบบการบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย
คณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำกับดูแล ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนโยบายและทิศทางเชิงกลยุทธ์ ผ่านคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง โดยมีบทบาทในการพิจารณา ติดตาม และทบทวนประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ
ในระดับการบริหาร คณะทำงานบริหารความเสี่ยงองค์กรรับผิดชอบการประเมิน วิเคราะห์ ติดตาม และจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับปฏิบัติการ ขณะที่คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับทิศทางด้านความยั่งยืน รวมถึงติดตามให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานและความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
กลยุทธ์การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงกำหนดเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 พร้อมพัฒนากลยุทธ์หลักที่ครอบคลุมและสามารถขับเคลื่อนสู่ผลลัพธ์ได้จริง
บริษัทฯ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้ 3 RE Strategy ซึ่งประกอบด้วยแนวทางสำคัญดังนี้
การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยมีการจัดทำข้อมูล การติดตาม และการประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบูรณาการผลการประเมินดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ บริษัทฯ ได้กำหนด ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการสะท้อนต้นทุนคาร์บอนในโครงการลงทุนและการดำเนินงานที่มีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้สามารถประเมินและคัดเลือกโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานพัฒนานวัตกรรมและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำมากยิ่งขึ้น
การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมความยืดหยุ่นของธุรกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมต่อมาตรการด้านคาร์บอนทั้งในประเทศและระดับสากลในอนาคต
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามหลักการของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) โดยระบุความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบตามสถานการณ์จำลอง (scenario) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ตามสถานการณ์ทางกายภาพ RCP8.5 สํานักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ตามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ETP 2DS และกรีนพีซ (Greenpeace) ตามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอน Greenpeace Advanced Energy [R]evolution เพื่อการบริหารผลกระทบทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสมต่อไป
รายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิกาศ
การขับเคลื่อนองค์กรสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 โดยผนวกการจัดการคาร์บอนเข้ากับยุทธศาสตร์องค์กร ออกแบบกระบวนการดำเนินงานที่คำนึงถึงหลักการลดคาร์บอนในทุกขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เร่งขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยในห่วงโซ่คุณค่า พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้า หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับองค์กรและระดับอุตสาหกรรมควบคู่กันนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินมาตรการชดเชยคาร์บอนในพื้นที่ป่า ชุมชน และระบบนิเวศธรรมชาติ เพื่อเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว และวางแผนจัดทำระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลที่มีความโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของบริษัทฯ ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดเก็บและจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 2568 ครอบคลุมขอบเขตการดำเนินงานของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยอ้างอิงวิธีการคำนวณตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 the Greenhouse Gas Protocol และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวอยู่ระหว่างการทวนสอบโดยผู้ทวนสอบภายนอก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 14065:2020 และจะได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายการขอรับรองให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในอนาคต เพื่อยกระดับความครบถ้วนของข้อมูลและให้สอดคล้องกับขอบเขตการดำเนินงานที่แท้จริง ทั้งนี้ รายละเอียดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละส่วนมีดังต่อไปนี้
| 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) | 1,582 | 55,771 | 50,718 | 55,159 | 57,653 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) | 1,064 | 31,806 | 38,307 | 37,833 | 33,737 |
| การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3) | 13,799,057 | 20,289,891 | 15,286,932 | 15,431,998 | 14,880,533 |
| รวม | 13,801.703 | 20,377.468 | 15,375.957 | 15,524,990 | 14,971,923 |
หมายเหตุ:
1. หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Tonco2e)
2. ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกรวบรวมโดยใช้วิธีการควบคุมการดำเนินงาน (Operational Control) ตามที่ระบุใน GHG Protocol
3. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 2 ปี 2561-2563 ของพีทีจี และกลุ่มพีทีจี เอ็นเนอยี มีการปรับการคำนวณตาม Emission Factor จาก EPPO 2021
4. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของปี 2563 ครอบคลุมสถานปฏิบัติการของ พีทีจี คือ สำนักงานใหญ่ และคลังน้ำมัน โดยปี 2564 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมส่วนงานขนส่ง ปี 2565 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน และปี 2566 มีการขยายขอบเขตการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมคลังกระจายสินค้า
5. ปี 2564 - 2566 บริษัทฯ ดำเนินการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ในรูปแบบการรายงานทั้งหมด (full reporting) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2567 บริษัทฯ ได้ปรับแนวทางการคำนวณโดยเลือกเฉพาะ หมวดหมู่ที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้การรายงานสะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานของ GHG Protocol เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
6. ข้อมูลในปี 2567 มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เนื่องจาก มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในธุรกิจการขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) นั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง
โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับกลยุทธ์
Reduce
โครงการโซลาร์รูฟท็อป
บริษัทฯ แสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อป โดยเริ่มติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสถานีบริการน้ำมันตั้งแต่ปี 2563 โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานของบริษัทฯ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากระบบสายส่ง และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) อย่างเป็นรูปธรรม
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปไปยังพื้นที่คลังน้ำมันจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ คลังน้ำมันแม่กลอง คลังน้ำมันขอนแก่น และคลังน้ำมันสุรินทร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการดำเนินงานหลักขององค์กร และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินโครงการโซลาร์รูฟท็อปถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแนวทางมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

216 แห่ง
5,642,203.41
กิโลวัตต์ต่อปี
โครงการ EV Truck
บริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด ได้ดำเนินโครงการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการโลจิสติกส์ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการนำรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องในปี 2568 จำนวน 3 คัน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นบวก ทั้งในด้านการลดการใช้พลังงานและการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทในการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
Reforest
โครงการข้าวยั่งยืน ลดมีเทน ด้วยนาเปียกสลับแห้ง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยตระหนักว่าภาคเกษตรเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงได้ดำเนินโครงการนำร่องด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการทำนาข้าวด้วยแนวทาง “นาเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการน้ำในแปลงนา จากการขังน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูเพาะปลูก มาเป็นการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมตามช่วงการเจริญเติบโตของต้นข้าว แนวทางดังกล่าวช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดก๊าซมีเทนในชั้นดิน ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพของดินและระบบราก ทำให้ต้นข้าวมีความแข็งแรงและใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากการดำเนินโครงการ คาดว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยประมาณ 372 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO₂e/year) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคเกษตรในการมีส่วนร่วมต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ Premium T-VER ภายใต้กลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ
โครงการนี้สะท้อนบทบาทของพีทีจีในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงระบบ ผ่านการบูรณาการแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่รูปแบบที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และแนวโน้มการเกษตรยั่งยืนในระดับสากล พร้อมสร้างคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจในระยะยาว

โครงการปลูกป่าสร้างสุข
ในการดำเนินงาน บริษัทฯ ได้คัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ระบบน้ำขึ้น–น้ำลง และลักษณะดิน รวมถึงวางแผนการปลูกให้สอดคล้องกับฤดูกาลและธรรมชาติของระบบนิเวศชายฝั่ง ควบคู่กับการติดตามและประเมินอัตราการรอดตายของต้นไม้หลังการปลูกอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการสำรวจภาคสนาม การดูแลรักษา และการปลูกซ่อมในกรณีที่พบอัตราการรอดตายต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อให้ป่าชายเลนสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศและทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
จากการลงพื้นที่ตรวจนับอัตราการรอดตายของต้นกล้าป่าชายเลน พบว่า โครงการมี อัตราการรอดตายเฉลี่ยร้อยละ 83.54 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกระบวนการปลูกและการดูแลรักษาที่เอื้อต่อการสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Re-adjust Portfolio
กลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน
ธุรกิจบริหารจัดการขยะและโรงไฟฟ้าขยะชุมชนของบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยของชุมชนควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนจากการฝังกลบ และสามารถแปรรูปขยะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 6 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569
โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้ขยายผลความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านแคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท สลีค อีวี จำกัด เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคส่งคืนซองพลาสติกย่อยสลายยากเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือนี้สามารถรวบรวมซองผลิตภัณฑ์ทาโร่เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้จำนวนทั้งสิ้น 3,079.60 กิโลกรัม นับเป็นการเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการฝังกลบ
ในภาพรวมของการดำเนินงานด้านการจัดการขยะของบริษัทฯ ในปี 2568 สามารถกำจัดขยะจากชุมชนได้รวมทั้งสิ้น 58,299.59 ตัน ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 140,502.01 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงบทบาทของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

สถานี EV Charger
จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมพลังงานไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสถานีบริการเชื้อเพลิง สู่การเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับการเดินทางรูปแบบใหม่ โดยมุ่งพัฒนาระบบรองรับยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้ในวงกว้าง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่คำนึงถึงรูปแบบการเดินทางจริงของผู้ใช้ เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางหลักทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครบ 400 ตู้ชาร์จ ภายในปี 2570
ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีจำนวนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 208 ตู้ชาร์จ พร้อมทั้งเปิดให้บริการสถานี Giga EV ซึ่งเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานความถี่สูงและหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและยานพาหนะไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ด้วยระบบชาร์จกำลังสูงและการจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ สถานีดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาในการชาร์จ และเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางระยะไกลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จและสถานี Giga EV ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคการขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานปลายทางของลูกค้า (Downstream Emissions) และสะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว
การลงทุนเพื่อความยั่งยืนและรายได้จากธุรกิจสีเขียว
กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี ได้จัดสรรงบลงทุนระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568–2572) รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย “Carbon Neutral 2030” โดยบริษัทมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
| Segment | Sub segment | Description | Revenue (THB) | Revenue % |
|---|---|---|---|---|
| ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและอื่น ๆ | การจัดการของเสีย (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการออกแบบ การพัฒนา การผลิต การติดตั้ง หรือการดำเนินงานของอุปกรณ์และบริการสำหรับการรวบรวม การจัดการ และการบำบัดของเสีย | 32,610,917 | 0.02% |
| พลังงานแสงอาทิตย์ (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการดำเนินการและการจัดหาการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic) หรือระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมแสง (Concentrated Solar Systems) แต่ไม่รวม ระบบทำความร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Thermal Heating Systems) | 01/ | 0.00% | |
| พลังงานจากของเสีย (ทั่วไป) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการดำเนินการและการจัดหาการผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่ได้จากการเผาขยะเทศบาล (Municipal Waste) หรือจากเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะดังกล่าว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ 'พลังงานจากของเสีย' (Energy from Waste) | 472,433,820 | 0.21% | |
| ยานยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า (รวมถึงที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน) | กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการออกแบบ การพัฒนา หรือการผลิตยานยนต์ขั้นสูงและส่วนประกอบหลัก ยานยนต์เหล่านี้รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ไฟฟ้า และไฮบริด แต่ไม่รวม ยานยนต์ไฮบริดแบบไม่สมบูรณ์ (Mild Hybrids) และยานยนต์ที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง | 63,126,303 | 0.03% |
โดยในปี 2568 รายได้จากกิจกรรมดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 0.25% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัทฯ สะท้อนถึงการเริ่มต้นลงทุนและการขยายธุรกิจด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ตลอดจนมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การบริหารจัดการพลังงาน

แนวทางการบริหารจัดการ
การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมทางธุรกิจ บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และประเมินผลการใช้พลังงานในทุกกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถระบุแนวโน้มการใช้พลังงาน ประเมินประสิทธิภาพ และค้นหาโอกาสในการปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ผ่านการกำหนดมาตรการควบคุมการใช้พลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ การส่งเสริมพฤติกรรมการประหยัดพลังงานของพนักงาน ตลอดจนการนำข้อมูลการใช้พลังงานมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงบริหาร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแนวทางลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

การปฏิบัติตามหลักและมาตรฐาน
บริษัทฯ ได้นำข้อกำหนดของโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการควบคุมและบริหารจัดการการใช้พลังงานและทรัพยากรจากการดำเนินงานภายในอาคารสำนักงานอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำแนวทางและมาตรการที่ชัดเจน ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ วัสดุสำนักงาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการสื่อสารและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทาง Green Office เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติตามมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตระหนักถึงบทบาทของตนในการลดการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แนวทางดังกล่าวช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร และสนับสนุนการดำเนินงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว
| ตัวชี้วัด | หน่วย | ผลการดำเนินงาน | เป้าหมาย | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| 2566 | 2567 | 2568 | 2568 | 2570 | ||
| สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านคลังน้ำมัน | กิโลวัตต์ต่อลิตร | -5.76% | -1.64% | -14.37%1/ | -3% | -3% |
| สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ COCO | กิโลวัตต์ต่อลิตร | -1.77% | 9.38% | 2.29%2/ | -3% | -3% |
| อัตราการใช้ไฟฟ้าต่อคนจากกิจกรรมภายในพื้นที่สำนักงานใหญ่ | กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อคน | 23.55 | 22.38 (-4.97%) | 20.74 (-7.33%) | -3% | -3% |
หมายเหตุ:
1/ สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านคลังน้ำมัน ลดลงมาก เนื่องจากในปี 2568 ได้มีการดำเนินโครงการติดตั้ง Solar Rooftop ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ คลังน้ำมันแม่กลอง คลังน้ำมันขอนแก่น และ คลังน้ำมันสุรินทร์
2/ สัดส่วนปริมาณไฟฟ้าต่อยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ COCO เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายจำนวนสถานีบริการและพื้นที่ให้บริการ รวมถึงการเพิ่มกิจกรรมและบริการภายในสถานี เช่น ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก ส่งผลให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับยอดขายน้ำมัน
มาตรการที่ดำเนินการเพื่อลดการใช้พลังงาน
โครงการรณรงค์การประหยัดพลังงานไฟฟ้า ในพื้นที่ปฏิบัติงาน
บริษัทฯ ดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ดำเนินงาน ทั้งในอาคารสำนักงานใหญ่และพื้นที่คลังน้ำมัน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน บริษัทมีการสื่อสารแนวทางปฏิบัติด้านการประหยัดพลังงานผ่านช่องทางภายในองค์กร เพื่อให้พนักงานสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมการควบคุมการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า อาทิ การปิดไฟและอุปกรณ์เมื่อไม่ใช้งาน การกำหนดช่วงเวลาเปิด–ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักกลางวันและนอกเวลาทำการ การตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ใช้งาน การตั้งค่าอุปกรณ์สำนักงานให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน การถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังเลิกใช้งาน รวมถึงการเปิดใช้งานไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้งานจริง
นอกจากนี้ ในพื้นที่คลังน้ำมัน บริษัทได้กำหนดมาตรการควบคุมการใช้พลังงานที่สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงาน พร้อมทั้งรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง และมีแผนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนระบบแสงสว่างเป็นหลอด LED และการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ได้นำแนวคิดการจัดประชุมอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวทาง การจัดประชุมภายในองค์กรในรูปแบบการประชุมสีเขียว (Green Meeting) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทให้ความสำคัญกับการวางแผนการใช้ทรัพยากรภายในห้องประชุมอย่างเหมาะสม ตั้งแต่การเลือกสถานที่ประชุมให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าร่วม การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร
นอกจากนี้ บริษัทฯได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมตามหลักการห้องประชุมสีเขียว อาทิ การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าหลังการใช้งานการถอดปลั๊กอุปกรณ์ ที่ไม่จำเป็น และการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารภายในห้องประชุมเพื่อลดการใช้ พลังงานและปริมาณขยะที่เกิดขึ้น แนวทางดังกล่าวช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม ขององค์กร
ในองค์กร
บริษัท ฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมี ประสิทธิภาพและเป็นระบบ โดยกำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบ และบันทึกข้อมูล การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถ ควบคุมปริมาณการใช้ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานขององค์กร นอกจากนี้ บริษัทมีการตรวจสอบค่าปรับส่วนเกินที่เกิดจากการใช้น้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและระบุโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำมันให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกนำมาจัดทำเป็น รายงานสรุปผลการ ดำเนินงานประจำเดือน เพื่อนำเสนอแก่ผู้บริหารใช้ประกอบการติดตามผลการ ดำเนินงาน การกำหนดมาตรการควบคุม และการวางแผนพัฒนาการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
โครงการบริหารรถเที่ยวเปล่า (Back haul)
ในปี 2568 บริษัทได้นำโครงการบริหารจัดการรถเที่ยวเปล่า (Backhaul Management) มาใช้กับการขนส่งของบริษัท พีทีจี โลจิสติกส์ จำกัด โดยใช้ รถขนส่งที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล B100 ส่งผลให้สามารถลดการวิ่งรถเปล่าได้ประมาณ 136,515 กิโลเมตรต่อปี ลดการใช้เชื้อเพลิงลงประมาณ 34,400 ลิตร หรือคิดเป็นการประหยัดพลังงานร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งเดิม
การดำเนินโครงการดังกล่าวช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 92 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TCO₂e) ต่อปี จากการลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ทั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขององค์กร สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการพลังงานและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
พีทีจี โลจิสติกส์ 2568
เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม
เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม
(คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
มาตรการสำคัญสนับสนุนเป้าหมาย
โครงการ Inno-Green ในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในสถานีบริการ ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดด้านการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารสถานีบริการให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยคำนึงถึงการจัดวางผังอาคารให้เหมาะสมกับทิศทางแสงและลม การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดการสะสมความร้อน และการออกแบบพื้นที่ให้สามารถใช้แสงธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันควบคู่กับการออกแบบอาคาร สถานีบริการได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED และเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อแมกซ์มาร์ท ภายในสถานีบริการได้นำระบบ Marutto ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการงานปรับอากาศและการระบายอากาศ (HVAC) ผ่านระบบคลาวด์ มาใช้ในการควบคุม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบรวมศูนย์ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือเว็บแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถปรับการทำงานของระบบให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการใช้งานจริง ส่งผลให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยโครงการนี้ยังได้รับการตรวจประเมินและรับรองจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยผลการดำเนินงานพบว่าสามารถ ลดการใช้พลังงานลงได้ร้อยละ 20.30 เมื่อเทียบกับสถานีบริการน้ำมันในรูปแบบปกติ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการนำแนวคิดด้านการออกแบบอาคาร การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ
1. การใช้พลังงานอย่างยั่งยืน
(Energy efficiency)
- ติดตั้ง Solar Roof
- ใช้หลอดไฟ LED & แอร์ประหยัดพลังงาน
- ระบบควบคุมอัจฉริยะ

2. การจัดการน้ำและของเสีย
(Water & Waste Management )
- ระบบ Reuse น้ำ
- แยกขยะ 4 ประเภท
- ถังทรายจัดการน้ำมันรั่วไหล


3. เทคโนโลยีสีเขียว
(Green Tech)
- สถานีชาร์จ EV, เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวในห้องเก็บสินค้าร้านสะดวกซื้อ
- หัวจ่ายน้ำมัน High Speed


4. ความปลอดภัย & มาตรฐาน
(Safety & Compliance)
- PPE ครบชุด
- มีการตรวจสอบอุปกรณ์สม่ำเสมอ
- ติดป้ายความปลอดภัยชัดเจน

5. สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้คน
(Green Image)
- สนับสนุนผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
- ติดตั้งแผ่นฉนวนและแผ่นโปร่งแสง
- ห้องน้ำอำนวยสะดวกผู้พิการ



